วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ประเทศมาเลเซีย กลุ่มMilton friedman


ประเทศมาเลเซีย
เสนอ
รศ.อาหวัง ล่านุ้ย
จัดทำโดย
                                              นางสาวศิริภา             แหละเหล็ม      รหัส 5520210237
                                                          นางสาวรุสนี              หมัดชะบูลย์     รหัส 5520210616
                                                          นางสาวนันฑณา        หมาดอะดำ      รหัส 5520210440
                                                           นางสาวสีตีคอลีเยาะ   แวโดยี             รหัส 5520210667
                                                           นางสาวฮาสมี             อาบู                 รหัส 5520210770
สาขาเศรษฐศาสตร์การพัฒนา
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
รายงายเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา (434-324) เศรษฐศาสตร์ประเทศกำลังพัฒนา
ภาคเรียนที่ 2         ปีการศึกษา2557
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี



คำนำ
                รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา(434-324) เศรษฐศาสตร์ประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับเศรษฐกิจประเทศมาเลเซีย ประกอบไปด้วยเรื่องของ ลักษณะ โครงสร้าง ประชากร  สิ่งแวดล้อม ของประเทศมาเลเซีย และเรื่องอื่นๆอีกมากมายที่น่าสนใจ ซึ่งดิฉันได้ทำการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดมาแล้ว เพื่อใช้เป็นความรู้และสามารถไปต่อยอดกับรายวิชาอื่นๆได้  และดิฉันหวังว่ารายงานเล่มจะเป็นประโยชน์และเป็นความรู้แก่ผู้ที่สนใจไม่มากก็น้อยตามสมควร
และดิฉันต้องขอขอบคุณอาจารย์อาหวัง ล่านุ้ย ที่คอยให้คำปรึกษาและชี้แนะ จนรายงานเล่มนี้เสร็จโดยสมบูรณ์

                                                                                           นางสาวสีตีคอลีเยาะ แวโดยี และคณะ










สารบัญ
เรื่อง                                                                                                                                           หน้า
ลักษณะของประเทศมาเลเซีย                                                                                                      1-3
โครงสร้างของประเทศมาเลเซีย                                                                                                  3-9
ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมของประเทศมาเลเซีย                                                                9
ทรัพยากรมนุษย์ของประเทศมาเลเซีย                                                                                         9-10
ความยากจน การกระจายได้ในประเทศมาเลเซีย                                                                         10-11
การพัฒนาเกษตรกรรมและชนบทของประเทศมาเลเซีย                                                              11-12
การพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของประเทศมาเลเซีย                                                     12-13
การเงิน การคลังของของประเทศมาเลเซีย                                                                                   13-14
การค้าระหว่างประเทศของของประเทศมาเลเซีย                                                                         14-15
ความช่วยเหลือและการลงทุนจากต่างประเทศของประเทศมาเลเซีย                                            15-17
การรวมตัวทางเศรษฐกิจของของประเทศมาเลเซีย                                                                       17-18
นโยบาย ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของประเทศมาเลเซีย                                                               18-20
บรรณานุกรม






ประเทศมาเลเซีย
                                   
                                                                                                                                                                                  

                                                          ธงชาติ                                        ตราแผ่นดิน
1.              ลักษณะของประเทศมาเลเซีย
                ที่ตั้ง ตั้งอยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตร ประกอบด้วยดินแดนสองส่วน คือ มาเลเซียตะวันตก ตั้งอยู่บนคาบสมุทรมลายู ประกอบด้วย11รัฐ คือ ปะหัง สลังงอร์ เนกรีเซมบิลัน มะละกา ยะโฮร์ เประ กลันตัน ตรังกานู ปีนัง เกดะห์ และปะลิส มาเลเซียตะวันออก ตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว (กาลิมันตัน) ประกอบด้วย 2 รัฐ คือ ซาบาห์ และซาราวัก นอกจากนี้ยังมีเขตการปกครองภายใต้สหพันธรัฐ อีก 3เขต คือ กรุงกัวลาลัมเปอร์ (เมืองหลวง) เมืองปุตราจายา (เมืองราชการ) และเกาะลาบวน

                พื้นที่ - 128,430 ตารางไมล์ (329,758 ตารางกิโลเมตร)
                เมืองหลวง - กรุงกัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur)                                                                                         เมืองราชการ เมืองปุตราจายา (Putrajaya)                                                                                                 ภูมิอากาศ - ร้อนชื้น อุณหภูมิเฉลี่ย 28 องศาเซลเซียส                                                                                 ประชากร 26.24 ล้านคน (ปี 2549)                                                                                                               ภาษา มาเลย์ (Bahasa Malaysia เป็นภาษาราชการ) อังกฤษ จีน ทมิฬ                                                           ศาสนา อิสลาม (ศาสนาประจำชาติ ร้อยละ 60.4) พุทธ (ร้อยละ 19.2) คริสต์ (ร้อยละ 11.6) ฮินดู (ร้อยละ 6.3) อื่น ๆ (ร้อยละ 2.5)          
                ระบอบการเมือง ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy)                (1) สหพันธรัฐ โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดี (Yang-diPertuan Agong) เป็นประมุข ซึ่งมาจากการเลือกตั้งจากเจ้าผู้ปกครองรัฐแห่ง (ยะโฮร์ ตรังกานู ปะหัง สลังงอร์ เกดะห์ กลันตัน เนกรีเซมบิลัน เประ และปะลิส) และผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นดำรงตำแหน่ง วาระละ 5 ปี                 (2) นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาลสหพันธรัฐ และมุขมนตรีแห่งรัฐ (Menteri Besar ในกรณีที่มีเจ้าผู้ปกครองรัฐ หรือChief Minister ในกรณีที่ไม่มีเจ้าผู้ปกครองรัฐ) เป็นหัวหน้ารัฐบาลแห่งรัฐประมุขสมเด็จพระราชาธิบดี Al-Wathiqu Billah Tuanku Mizan Zainal Abidin ibni Al-Marhum Sultan Mahmud Al-Muktafi Billah Shah จากรัฐตรังกานู ทรงเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 13 ของมาเลเซีย (ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2549)                                                                                                                                                    การเมือง พรรค UMNO มีแนวนโยบายบริหารประเทศเน้นชาตินิยมแต่ไม่รุนแรง สนับสนุนชาวมาเลย์ให้มีสิทธิในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ แนวนโยบายในการบริหารและพัฒนาประเทศหลัก ๆ สรุปได้ดังนี้                1. ดำเนินนโยบายอย่างเป็นอิสระไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด โดยเฉพาะประเทศตะวันตก                2. พยายามเข้าไปมีบทบาทนำในอาเซียน และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะกลุ่มประเทศมุสลิม เพื่อเป็นพลังต่อรองกับประเทศตะวันตกในเวทีระหว่างประเทศ                3. พัฒนาการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยโดยไม่ยึดติดกับรูปแบบของประเทศตะวันตกมีแนวดำเนินการของตนเองและให้ความสำคัญต่อเรื่องความมั่นคงภายในประเทศเป็นสำคัญ                                                                                                                            1.3 เศรษฐกิจการค้า                                                                                                                                      1) เปิดรับการค้า การลงทุน และการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากตะวันตก เพื่อพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี 2563 (Vision 2020) ตามที่อดีตนายกรัฐมนตรี ดร.มหาธีร์ บิน โมฮัมหมัดตั้งเป้าหมายไว้                                                                                                                                                2) ใช้นโยบายการเมืองนำเศรษฐกิจเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์และโอกาสทางการค้าแก่ประเทศ                 

3) ขยายการติดต่อด้านเศรษฐกิจและการค้ากับประเทศกำลังพัฒนาเพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และยุโรป อาทิ มาเลเซียในฐานะประธานองค์การการประชุมอิสลาม (Organisation of Islamic Conference – OIC) ให้ความสำคัญกับการรวมตัวทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก OIC (รวม 57 ประเทศ) โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ธนาคารอิสลาม การศึกษา และการท่องเที่ยว                 
1.4 อาหารยอดนิยมของ อาเซียน มาเลเซีย นาซิ เลอมัก (Nasi Lemak) 

            1.ท่าเรือ                 รัฐบาลมาเลเซียมีการพัฒนาท่าเรือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้าทางเรือ โครงการพัฒนาท่าเรือของมาเลเซียส่วนใหญ่แล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2543 ซึ่งช่วยยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการขนส่งทางทะเลได้มากขึ้น ทำให้ท่าเรือของมาเลเซียสามารถรองรับการขนส่งสินค้าทางเรือได้มากถึง 280 ล้านตัน เมื่อเทียบกับช่วงปี 2538 ซึ่งขนส่งได้เพียง174 ล้านตัน และยังมีโครงการขยายท่าเรืออีกในอนาคต ปัจจุบันมาเลเซียมีท่าเรือนานาชาติทั้งสิ้น 7 แห่งได้แก่            
2)Bintulu Port    เป็นท่าเรือนานาชาติแห่งเดียวบนเกาะบอร์เนียว และเป็นท่าเรือสำหรับขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลวแห่งแรกของประเทศ                                 
1)Kuala Lumpur International Airport  อยู่ในรัฐสลังงอ บนแหลมมลายู                                 
2)Penang International Airport  อยู่บนเกาะปีนัง                                 
3)Langkawi International Airport  อยู่บนเกาะลังกาวี                                 
4)Kota Kinabalu International Airport  อยู่ในรัฐซาบาห์ บนเกาะบอร์เนียว                                5)Kuching International Airport  อยู่ในรัฐซาราวัค บนเกาะบอร์เนียว               
              สำหรับท่าอากาศยาน Kuala Lumpur International Airport (KLIA) มีพื้นที่ 25,000 เอเคอร์ (6.25 หมื่นไร่) เป็นท่าอากาศยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดของมาเลเซีย อยู่บริเวณเซปังในรัฐสลังงอ ห่างจากกัวลาลัมเปอร์ไปทางใต้ประมาณ 55 กิโลเมตร สามารถเดินทางด้วยรถยนต์บนทางหลวงพิเศษใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางการบินในประเทศ มีสายการบินในประเทศรองรับ เช่น Air Asia, Pelangi Air, Berjaya Air, Mofaz Air เริ่มเปิดดำเนินการเมื่อปี 2541 รัฐบาลมีแผนให้ท่าอากาศยานแห่งนี้สามารถขนส่งผู้โดยสารได้ปีละ 60 ล้านคน และขนส่งสินค้าได้ 3 ล้านตันภายในปี 2563 และมีแผนจะขยายการขนส่งผู้โดยสารให้ได้ปีละ 100 ล้านคน และขนส่งสินค้าได้ 6 ล้านตันในอนาคต นอกจากท่าอากาศยานนานาชาติแล้ว ยังมีท่าอากาศยานภายในประเทศอีก 16 แห่ง และสนามบินทางวิ่งสั้น (STOL Ports) อีก 18 แห่ง              มาเลเซียมีระบบขนส่งทางถนนที่พัฒนาเป็นอย่างมาก เป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบโครงข่ายถนนก้าวหน้าที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีระยะทางทั้งสิ้น 66,000 กมถนนสายหลักได้แก่ North-South Expressway, East-West Highway, Lebuhraya Damansara-Puchong (LDP), New Klang Valley Expressway (NKVE) และ Federal Highway Route 2 ถนนในมาเลเซียสามารถใช้เป็นเครือข่ายเชื่อมโยงภาคเศรษฐกิจชนบทกับเมืองได้เป็นอย่างดี ในช่วงระหว่างปี 2528-38 มาเลเซียมีการก่อสร้างถนนเพิ่มขึ้นจาก 0.12 ../พื้นที่ 1 ตร.กม.เป็น 0.2 ../พื้นที่ 1 ตร.กมหรือเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 67 ครอบคลุมทั่วประเทศ และเมื่อถึงปี 2543 มาเลเซียมีการก่อสร้างถนนยาว 0.25 ../พื้นที่ 1 ตร.กม.              
4.รถไฟ              Keretapi Tanah Melayu Bhd. (KTMB) เป็นบริษัทเอกชนที่ดำเนินการขนส่งระบบรางในมาเลเซีย โดยรัฐบาลเป็นผู้ลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานกับตัวรถทั้งหมด และ KTMBทำหน้าที่บริหารการเดินรถ รางรถไฟทั่วประเทศรวมระยะทาง 1,658 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีรถไฟชานเมืองจากเมือง Rasa - Seremban และเมือง Klang - Sentul และกำลังขยายเส้นทางเพิ่มเติมจากเมือง          Rasa - Ipoh อีก 150 กิโลเมตร สำหรับรถไฟฟ้าในเมือง มีทั้งระบบรางคู่และรางเดี่ยว (โมโนเรล)       ส่วนใหญ่รางรถไฟเป็นแบบ Meter Gauge  ยกเว้นเส้นทางเชื่อมสนามบินจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ถึง    ท่าอากาศยานกัวลาลัมเปอร์ (Airport Rail Link) เส้นทางเชื่อมสนามบินดังกล่าว ให้บริการ 2 รูปแบบ คือ Express Line ระยะทางจากต้นทาง-ปลายทาง ความเร็วสูงสุด 175 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้เวลาเดินทาง 28 นาที และวิ่งทุก       10 นาที ให้บริการตั้งแต่ 05.00-24.00 น. รองรับผู้โดยสารราว 2.1 หมื่นคนต่อวัน ส่วน City Line จอดทุกสถานี ใช้เวลาเดินทาง 37 นาที วิ่งทุก 30 นาที ให้บริการตั้งแต่เวลา 05.00-01.00 น. ของวันต่อไป รองรับผู้โดยสารราว 7 พันคนต่อวัน และวางแผนจะขยายเพิ่มขึ้นในอนาคต              อนึ่ง รัฐบาลมาเลเซียร่วมกับสิงคโปร์อนุมัติโครงการสร้างรถไฟความเร็วสูง (Bullet-train) เชื่อมทั้งสองประเทศ ก่อสร้างโดยบริษัทในกลุ่ม YTL Corporation ของมาเลเซียกับบริษัท Siemens คาดว่าใช้งบประมาณ 2.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เริ่มก่อสร้างปลายปี 2550 แล้วเสร็จปลายปี 2552              มาเลเซียมีโครงสร้างระบบโทรคมนาคมทั้งสายโทรศัพท์และดาวเทียม เพื่อใช้ในการสื่อสารทั้งภายในและระหว่างประเทศ   ช่วงครึ่งแรกของปี 2550 มีจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์พื้นฐานทั้งสิ้น 4.3 ล้านเครื่อง โทรศัพท์เคลื่อนที่ 20 ล้านเครื่อง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 84 ของจำนวนประชากรทั้งหมด สูงเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ รองจากสิงคโปร์ และผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 13.5 ล้านคน มีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Service Providers : ISPs) 6 ราย โดยผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหลัก ได้แก่                                 
 - TM Net   มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 58                                  
- Jaring   มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 23               
                           บริษัท เทเลคอม มาเลเซีย (TM) เป็นบริษัทสื่อสารโทรคมนาคมรายใหญ่และเป็นผู้นำด้านการสื่อสารในเอเชีย ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน โทรศัพทเคลื่อนที่ และบรอดแบนด์ โดย TM เป็นบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในมาเลเซีย มูลค่าลงทุน 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  รายได้หลักมาจาก 9 ประเทศในเอเชีย ได้แก่ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ กัมพูชา ไทย บังกลาเทศ ปากีสถาน อินเดีย ศรีลังกา และอิหร่าน บริหารงานโดยบริษัท เทเลคอม มาเลเซีย อินเตอร์เนชั่นแนล  มาเลเซียมีการใช้เคเบิลโทรคมนาคมเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาคเอเชียและอเมริกาเหนือ และใช้งานเกือบเต็มกำลังแล้ว               เครือข่ายด้านโทรคมนาคมของมาเลเซียพัฒนารวดเร็วมาก ด้วยเทคโนโลยีของระบบดิจิตอล เส้นใยนำแสง WiMAX ทำให้การให้บริการระบบโทรคมนาคมมีประสิทธิภาพสูง   คณะกรรมการกำกับกิจการโทรคมนาคมของมาเลเซียอนุญาตผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง WiMAX จำนวน 4 ราย ได้แก่ Bizsurf, MIB Comm, Redtone-CNX Broadbandและ Asiaspace Dotcom  บริษัทเหล่านี้คาดว่าจะลงทุนรวม 85.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเวลา 3 ปีแรกของการเปิดให้บริการ ที่สำคัญรัฐบาลมีเป้าหมายให้สร้างเครือข่ายความเร็วสูง หรืออินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ครอบคลุมร้อยละ 75 ของประชากรทั่วประเทศให้ได้ภายในปี 2553              นอกจากนี้   รัฐบาลยังจัดตั้ง “ไซเบอร์จายา (Cyberjaya)” ซึ่งกล่าวได้ว่าเมืองแห่งโลกไซเบอร์ อยู่ทางใต้ของกรุงกัวลาลัมเปอร์และทางทิศตะวันตกของเขตปุตราจายา ตามโครงการ “Multimedia Super Lorridor” (MSC) เพื่อพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีระดับสูง มีการติดตั้งโครงข่ายโทรคมนาคมที่ทันสมัยระดับโลก และส่งเสริมการลงทุนด้านMultimedia การค้นคว้าและวิจัย (R&D Centers) ปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่ด้านปฏิบัติการของบริษัทจากทั่วโลกที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตหรือทำการค้าในมาเลเซีย               
6.ไฟฟ้า              
                 จากข้อมูลของทางการพบว่า ครัวเรือนของมาเลเซียฝั่งแหลมมลายูมีไฟฟ้าใช้ครบทุกครัวเรือน ขณะที่ในรัฐซาบาห์มีไฟฟ้าใช้ประมาณร้อยละ 75 และซาราวัค ประมาณร้อยละ 80ของครัวเรือน ตามลำดับ  มาเลเซียมีกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้น 14 กิกะวัตต์ (GW) โดยร้อยละ 86          เป็นการผลิตไฟฟ้าพลังงานความร้อน อีกร้อยละ 14 เป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำ รัฐบาลได้ลงทุนกว่า 9.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น บริษัทที่ผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับประชาชนในฝั่งแหลมมลายูคือ Tenaga Nasional Berhad (TNB) ผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานไอน้ำ และใช้เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าที่ทันสมัยที่สุดในภูมิภาค สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ  ขณะที่ทางเกาะบอร์เนียวคือ บริษัทSabah Electricity Sdn.Bhd. (SESB) และบริษัท Sarawak Electricity Supply Corporation (SESCO) ผลิตไฟฟ้าให้กับประชาชนในรัฐซาบาห์และซาราวัค             7.น้ำประปา              
              สำหรับการผลิตน้ำประปาอยู่ในความรับผิดชอบของแต่ละรัฐ น้ำประปาที่ผลิตได้มีความสะอาดภายใต้มาตรฐานของ World Health Organization (WHO) ซึ่งต้นทุนค่าน้ำจะแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ              เขตหรือนิคมอุตสาหกรรมของมาเลเซียกระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งอาจแบ่งได้ ดังนี้          - Sungai Way                                
 - Hulu Kelang Kinta                                
- Jelepang I                                 
- Jelepang II                                  
- Perai                                  
- Bayan Lepas                                  
- Sama Jaya                                  
- Telok Panglima Garang                                 
- Peringgit I                                  
- Peringgit II                                  
- Peringgit III                                 
- Tanjung Kling                                  
- Pasin Gudang                  
                                   สินค้าที่ส่งออกไปต่างประเทศจากเขต FIZs และ LMWs จะได้รับยกเว้นภาษีศุลกากร ขณะที่สินค้าได้รับอนุญาตให้ขายในประเทศ (ยกเว้นบุหรี่ สุรา ยานยนต์) ตามเกณฑ์Principal Customs Areas (PCAs) จะมีการเก็บภาษีนำเข้าในอัตราดังนี้            การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยชาวมาเลเซียหนนี้ สอศ. ได้ผนึกกำลังกับ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และจังหวัดชาย แดนนำสิ่งของเครื่องใช้ไปบริจาค ร่วมฟื้นฟูสภาพ แวดล้อมในชุมชน โดยเน้นการใช้สารอีเอ็มแก้ปัญหาน้ำเน่าเสีย และทีมแพทย์ พยาบาลให้บริการตรวจสุขภาพอนามัย พร้อมจัดตั้งศูนย์อาชีวะอาสา ให้บริการซ่อมแซมรถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านที่ชำรุดเสียหาย ตัดผมและเปิดสอนอาชีพระยะสั้น เช่น สอนทำต้มยำกุ้ง ทำน้ำพริกส้มแขก และของชำร่วยขึ้นที่รัฐกลันตัน ซึ่งเป็นรัฐที่ประสบอุทกภัยหนักที่สุด จำนวน 5 ศูนย์ ใน 3 อำเภอ คือ ศูนย์วัดมัชฌิมาราม อำเภอตุมปัส ศูนย์ที่ว่าการอำเภอตุมปัส ศูนย์ที่ว่าการอำเภอปาเสมัส ศูนย์โรงเรียนมัธยมอาชีวศึกษาบูนุซูซู อำเภอปาเสมัส และศูนย์ที่ว่าการอำเภอตาเนาะแมเราะ

          ประเทศมาเลเซีย เป็นประเทศหนึ่งสมาชิกกลุ่มประชาคมอาเซียนซึ่งมีมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียนในปี 2553 เป็นรองเพียงประเทศสิงคโปร์ โดยในปี 2553 ประเทศมาเลเซีย มีมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศกว่า 28,092.06 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ โดยที่ประเทศเข้าไปลงทุนในมาเลเซียสูงที่สุด อันดับ 1 คือ เดนมาร์ก มีมูลค่าการลงทุนในมาเลเซีย 14,046 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 2 คือ ฝรั่งเศส มีมูลค่าการลงทุนในมาเลเซีย 2,370 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และอันดับ 3 คือ ประเทศลักเซมเบิร์ก มีมูลค่าการลงทุนในมาเลเซีย 2,314 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ


                หน่วยเงินตรา ริงกิตมาเลเซีย (ประมาณ 3.20 ริงกิต /ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10.42 บาท/ริงกิต) 
                1.1 ระบบการปกครอง 
                1.2 การเมืองการปกครอง
เศรษฐกิจ  มาเลเซียมีนโยบายทางเศรษฐกิจดังต่อไปนี้
                1.5 การแต่งกายของ อาเซียน มาเลเซีย สำหรับชุดของผู้ชาย เรียกว่า บาจู มลายู (Beju Melayu) ประกอบด้วยเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวที่ทำจากผ้าไหม ผ้าฝ้ายหรือโพลีเอสเตอร์ที่มีส่วนผสมของผ้าฝ้าย สำหรับชุดของผู้หญิง เรียนกว่า บาจูกุรุง (Baja Kurung) ประกอบด้วยเสื้อคลุมแขนยาวและกระโปรงยาว

2.              โครงสร้างของประเทศมาเลเซีย
                โครงสร้างพื้นฐาน
                มาเลเซียนับเป็นประเทศหนึ่งที่มีระบบสาธารณูปโภคดีที่สุดของเอเชีย และมีผลอย่างสำคัญต่อความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา  โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของมาเลเซีย สรุปได้ดังนี้ 
                -Port Klang
                -Port of Tanjung Pelepas
                -Kuantan Port
                -Penang Port
                -Johor Port
                -Kemaman Port
                -Bintulu Port
                ท่าเรือ 6 แห่งแรกอยู่ที่แหลมมลายู มีเพียง Bintulu Port เท่านั้นที่อยู่บนเกาะบอร์เนียว ทั้งนี้ Port Klang และ Port of Tanjung Pelepas ได้รับการยอมรับว่าเป็น 1 ใน 10 ของท่าเรือที่ดีที่สุดในเอเชีย สำหรับรายละเอียดของท่าเรือที่สำคัญมีดังนี้  
                -  Port Klang   เป็นท่าเรือสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่กึ่งกลางชายฝั่งทางตะวันตกของคาบสมุทรมลายู ปริมาณสินค้าที่ขนส่งผ่านท่าเรือแห่งนี้ประมาณ 4.5 ล้านตัน (TEUs) ต่อปี สูงเป็นอันดับ 11 ของโลก มีท่าเรือน้ำลึกที่สามารถรองรับเรือขนส่งสินค้า        ขนาดใหญ่ได้ และเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการขนส่งทางทะเล เนื่องจากเป็นท่าเรือที่อยู่ระหว่างช่องแคบมะละกา (Malacca Straits) นอกจากนี้ ยังมี Free Commercial Zone (FCZ) ซึ่งเป็นเขตพิเศษสำหรับการลดหย่อนภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ ในการขนถ่ายสินค้า ด้วยปัจจัยด้านภูมิศาสตร์เพราะเป็นท่าเรือที่เป็นทางผ่านสำหรับการเดินเรือข้ามจากมหาสมุทรอินเดียไปยังมหาสมุทรแอตแลนติก รัฐบาลจึงพยายามผลักดันให้ Port Klang เป็นศูนย์กลางขนถ่ายสินค้าของประเทศและของภูมิภาค (Hub Port) และคาดว่าในปี 2553 ท่าเรือจะสามารถรองรับปริมาณสินค้าได้ถึง 8.4 ล้าน TEUs โดยมีความยาวของท่าเทียบเรือ (Berth Length) รวม 16 กิโลเมตร และมีเครือข่ายเชื่อมโยงกับท่าเรือปีนัง (Penang Port) สำหรับสินค้าจากภาคใต้ของไทยใช้บริการท่าเรือแห่งนี้ปีละมากกว่า 3 แสน TEUs 
                - Port of Tanjung Pelepas (PTP)   อยู่ทางตอนใต้ของประเทศติดกับสิงคโปร์ ห่างจากกรุงกัวลาลัมเปอร์เพียง 40 กิโลเมตร เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2542 ปัจจุบันมีท่าเทียบเรือทั้งหมด 12 ท่า สามารถรองรับการขนส่งสินค้าได้ 2.5 ล้าน TEUs ต่อปี เป็นท่าเรือขนาดใหญ่อันดับที่ 16 ของโลก รัฐบาลมีเป้าหมายส่งเสริมให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลในระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยมีสายการเดินเรือ เช่น Mearsk Sealand และ Evergreen Marine Corporation เข้ามาเป็นหุ้นส่วนและย้ายฐานจากท่าเรือสิงคโปร์มาใช้บริการของท่าเรือแห่งนี้ Port of Tanjung Pelepas มีจุดเด่นเพราะตั้งอยู่ในชุมนุมของเส้นทางการเดินเรือหลักที่สำคัญ และจัดสรรพื้นที่เป็นเขตอุตสาหกรรมและกระจายสินค้า โดยมีระบบการเชื่อมต่อกับถนน ทางรถไฟ ท่าอากาศยาน และการขนส่งทางน้ำที่มีประสิทธิภาพ 
                1)Kuantan Port   มีอีกชื่อหนึ่งว่า Kertih-Gebeng Corridor เป็นท่าเรือด้านชายฝั่งตะวันออกของแหลมมลายู ใช้สำหรับการขนส่งในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
                2.ท่าอากาศยาน
                มาเลเซียมีท่าอากาศยานนานาชาติทั้งหมด 5 แห่ง ได้แก่ 
             3.ถนน
             5.บริการโทรคมนาคม
             ปัจจุบันมาเลเซียมีการใช้เชื้อเพลิงแบบผสมผสาน โดยใช้ก๊าซธรรมชาติร้อยละ 79 และถ่านหินร้อยละ 21   ทั้งนี้ มาเลเซียพยายามเปลี่ยน โครงสร้างการผลิตไฟฟ้า จากการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติมาใช้ถ่านหินมากขึ้น โดยมีเป้าหมายลดการใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเหลือเพียงร้อยละ 20 ภายในปี 2563 อีกทั้งจะสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินถึงปีละ 19 ล้านตันภายในปี 2553  บริษัท       การไฟฟ้าแห่งชาติมาเลเซีย (TNB) ได้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแมนจุงขนาดกำลังผลิต 2,100 เมกะวัตต์ ที่รัฐเปรัค ทางฝั่งตะวันตกของประเทศมาเลเซีย  นับเป็นโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ล่าสุดของมาเลเซีย เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาอุปสรรคในการจัดหาพื้นที่ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบนแผ่นดินใหญ่ โดยมีการถมทะเลสร้างเกาะเทียมขึ้นมาชื่อ “เกาะแมนจุงมีพื้นที่ประมาณ 830 เอเคอร์ เพื่อใช้ก่อสร้างโรงไฟฟ้า ลานเก็บถ่านหิน และสถานีลำเลียงถ่านหิน  ปัจจุบันสถานีแห่งนี้จัดเป็นสถานีขนส่งถ่านหินขนาดใหญ่ และทันสมัยที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ประกอบด้วยท่าเรือที่มีน้ำลึก 20 เมตร สามารถรองรับเรือบรรทุกถ่านหินขนาด 1.8 แสนตัน สามารถลำเลียงถ่านหินได้สูงถึง 6 เมตร และหากมีความต้องการถ่านหินเพิ่ม        ก็สามารถขนถ่ายได้ปริมาณสูงกว่า 25 เมตร นอกจากนี้ ยังมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทีจี บิน ขนาดกำลังผลิต 2,100 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าจิหมาว  อีก 1,400 เมกะวัตต์  ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี  2553 อีกด้วย    รัฐบาลมาเลเซียมีโครงการเชื่อมต่อสถานีไฟฟ้าบนเกาะบอร์เนียวกับฝั่งมลายูเข้าด้วยกันด้วยสายเคเบิลใต้ทะเล   รวมระยะทางประมาณ 700 กม.  มูลค่า 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ         แล้วเสร็จภายในปี 2555  ซึ่งหากดำเนินการเสร็จจะสามารถส่งกระแสไฟฟ้าได้ 5,000 กิโลวัตต์ โดยจะนำไฟฟ้าจากพลังน้ำมาใช้ตามนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการกระจายแหล่งพลังงานไปสู่พลังงานรูปแบบอื่น ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้  
             8.นิคมอุตสาหกรรม
1.  Industrial Estate มีจำนวนกว่า 200 แห่ง กระจายอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน เช่น State Economic Development Corporation (SEDCs), Regional Development Authorities (RDAs), การท่าเรือและเทศบาล นอกจากนี้ยังมีเขตอุตสาหกรรมของภาคเอกชนอีกจำนวนมาก ซึ่งแต่ละเขตอุตสาหกรรมจะมีเงื่อนไขและค่าใช้จ่ายแตกต่างกันออกไปตามแต่ละพื้นที่
2.   Free Industrial Zones (FIZs)เป็นเขตที่จัดตั้งขึ้นสำหรับบริษัทหรือโรงงานที่ผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 โรงงานที่ตั้งอยู่ในเขตนี้จะได้รับการลดหย่อนภาษีนำเข้าวัตถุดิบ อุปกรณ์ เครื่องจักรที่ใช้ในโรงงาน ปัจจุบันมาเลเซียมี FIZs ทั้งสิ้น 13 แห่ง ได้แก่ 
                โรงงานที่ตั้งอยู่ในเขต FIZs สามารถขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจคลังสินค้า (Licensed Manufacturing Warehouse : LMWs) ภายในเขต FIZs ได้ หากเป็นการเก็บวัตถุดิบ สำหรับใช้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 และต้องใช้วัตถุดิบหรือส่วนประกอบนำเข้าเป็นส่วนใหญ่
              สินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าขั้นกลาง ภาษีนำเข้าจะถูกเก็บในอัตราเดียวกันกับเขตการค้าเสรี AFTA Common Effective Preferential Tariff (CEPT)
              สินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าขั้นกลางที่มี Local Content มากกว่าร้อยละ 51 เก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 5 ของมูลค่าสินค้า หรือเก็บเท่ากับภาษีสรรพสามิต (ตามอัตราที่กำหนดไว้) แล้วแต่อัตราภาษีใดสูงกว่า
              สินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งไม่ได้ผลิตใน PCAs (อนุญาตให้ขายในประเทศ) เก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 3
สินค้าขั้นกลาง เช่น วัตถุดิบ ส่วนประกอบ เครื่องจักร สำหรับผลิตใน   โรงงานอุตสาหกรรม ผู้ผลิตใน PCA ได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าทั้งหมด
             WiMAX (Worldwide Interoperability for Microwave Access) หรือ มาตรฐาน IEEE 802.16 คือ เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายความเร็วสูง คล้ายกับเครือข่าย Wi-Fi ที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หรือพีดีเอส สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ หากอยู่ในบริเวณจุดกระจายสัญญาณ แต่มีรัศมีทำการกว้างกว่าถึง 30 ไมล์ (ประมาณ 48 กิโลเมตร)  และมีความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลสูงสุด 75 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps)
3.  ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศมาเลเซีย
                มาเลเซียเป็นประเทศผู้ผลิตยางพาราที่สำคัญของโลก  มีข้าวเจ้าปลูกมากบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำทั้งสองด้าน  การทำเหมืองแร่ที่สำคัญได้แก่  แร่ดีบุก  ส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก  นอกจากนั้นมีการทำแร่เหล็ก  น้ำมัน  และก๊าซธรรมชาติ  ในด้านการทำป่าไม้  ส่วนใหญ่เป็นไม้เนื้อแข็ง  ส่งไม้ออกเป็นอันดับของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซีย ส่วนอุตสาหกรรมได้ชื่อว่าเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ของเอเชีย ( NICs )
                มาเลเซียนับเป็น 1 ใน 3 ของประเทศผู้ผลิตและส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางรายใหญ่ของโลก รองจากไทยและอินโดนีเซีย มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 13 ของผลผลิตโลก โดยมีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและแปรรูปยางพารามานานหลายทศวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จนมาเลเซียเป็นประเทศผู้นำและสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ยางได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริเวณที่มีการปลูกยางพารามากที่สุดคือ แหลมมลายู คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 75 ของพื้นที่ปลูกยางทั้งหมดของประเทศ นอกจากนั้น ได้แก่ ซาบาห์ และซาราวัค การปลูกยางในมาเลเซียมีทั้งแปลง  ขนาดใหญ่และแปลงย่อย ซึ่งปัจจุบันให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อเฮกตาร์ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก กล่าวคือ ถ้าเป็นแปลงขนาดใหญ่จะมีผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 1,545 กก./เฮกตาร์/ปี ขณะที่แปลงย่อยอยู่ที่ 1,390 กก./เฮกตาร์/ปี
4.  ทรัพยากรมนุษย์ของประเทศมาเลเซีย
                ประเทศมาเลเซียมีปัญหาประชากรหลากหลายเชื้อชาติ ในอดีตเคยเกิดสงครามกลางเมืองเนื่องจากการกีดกันทางเชื้อชาติ ประเทศมาเลเซียประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมลายูร้อยละ 50.4 เป็นชาวภูมิบุตร (Bumiputra) คือบุตรแห่งแผ่นดิน รวมไปถึงชนดั้งเดิมของประเทศอีกส่วนหนึ่ง ได้แก่กลุ่มชนเผ่าในรัฐซาราวัก และรัฐซาบาห์มีอยู่ร้อยละ 1ซึ่งตามรัฐธรรมนูญของมาเลเซียนั้น ชาวมลายูนั้นคือมุสลิม และอยู่ในกรอบวัฒนธรรมมลายู แต่ชาวภูมิบุตรที่ไม่ใช่ชาวมลายูนั้น มีจำนวนกว่าครึ่งของประชากรในรัฐซาราวัก (ได้แก่ชาวอิบัน ร้อยละ 30) และร้อยละ 60 ของประชากรรัฐซาบาห์ (ได้แก่ชาวกาดาซัน-ดูซุน ร้อยละ 18 และชาวบาเจา ร้อยละ 17) นอกจากนี้ยังมีชนพื้นเมืองดั้งเดิมของคาบสมุทรมลายูอีกกลุ่มหนึ่ง คือ โอรัง อัสลี
                ประชากรกลุ่มใหญ่ที่ไม่ใช่ชาวภูมิบุตรหรือชนดั้งเดิมเป็นพวกที่เข้ามาใหม่ โดยเป็นชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน มีอยู่ร้อยละ 23.7 ซึ่งมีประจายอยู่ทั่วประเทศ มีชาวมาเลเซียเชื้อสายอินเดีย อีกร้อยละ 7.1 ของประชากร[1] ส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากชาวทมิฬ แต่ยังมีชาวอินเดียกลุ่มอื่น อย่างเกรละปัญจาบคุชราต และปาร์ซี นอกจากนี้ยังมีกลุ่มชาวมาเลเซียเชื้อสายไทย โดยอาศัยอยู่ในรัฐทางตอนเหนือของประเทศ มีคนเชื้อสายชวาและมีนังกาเบาในรัฐทางตอนใต้ของคาบสมุทรอย่าง รัฐยะโฮร์
            ชุมชนลูกครึ่งคริสตัง (โปรตุเกส-มลายู) ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก และชุมชนลูกครึ่งอื่น ๆ อย่าง ฮอลันดาและอังกฤษ ส่วนมากอาศัยในรัฐมะละกา ส่วนลูกครึ่งเปอรานากัน หรือชาวจีนช่องแคบ (จีน-มลายู) ส่วนมากอาศัยอยู่ในรัฐมะละกา และมีชุมชนอยู่ในรัฐปีนัง
5.              ความยากจน การกระจายรายได้ของประเทศมาเลเซีย
                ปัญหาทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศมาเลเซีย ได้แก่ การว่างงานและความยากจน โดยเฉพาะกลุ่มชาวมลายูในชนบท รัฐบาลจึงพยายามพัฒนาที่ดินและสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ถนนหนทาง โรงเรียน สถานพยาบาล ระบบชลประทาน แต่ก็ช่วยแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่งเท่านั้น ในขณะที่ชาวจีนซึ่งถือว่าเป็นคนมาอยู่ใหม่ ไม่ใช่เจ้าของที่กลับขยันขันแข้ง เข้ามาหักร้างถางพง และมีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าชาวมลายูที่อยู่มาก่อน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างชาวมลายูกับชาวจีนขณะนั้น ทำให้บางคนถึงกับคิดว่าในอนาคตชาวจีนจะควบคุมประเทศ ในขณะที่ชาวมลายูจะถูกไล่เข้าป่าดงดิบซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่ความขัดแย้งทางเชื้อชาติ
            หลังจากได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1957 เศรษฐกิจของมาเลเซียก็เติบโตขึ้น แล้วเริ่มเปลี่ยนจากการทำดีบุกกับยางพาราเป็นหลักไปเป็นทำอุตสาหกรรมที่หลากหลายและทันสมัยมากขึ้น แต่ก็ยังมีปัญหาใหญ่ที่คุกคามเศรษฐกิจคือ ปัญหาความขัดแย้งทางเชื้อชาติซึ่งเกิดปะทุขึ้นรุนแรงจนนำไปสู่จลาจลในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1969 รัฐบาลซึ่งขณะนั้นนำโดยพรรคอัมโนจึงคิดนโยบายเศรษฐกิจใหม่ (New Economic Policy-NEP) ออกมาแก้ปัญหา นำออกมาใช้ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1970 โดยเนื้อหาสำคัญคือ ให้สิทธิพิเศษแก่พวก ภูมิบุตรหรือพลเมืองเชื้อสายมลายูเช่น กำหนดสัดส่วนข้าราชการส่วนใหญ่ให้เป็นชาวมลายู ให้สิทธิการเข้าเรียน จัดแบ่งที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ให้แก่พลเมืองเชื้อสายมลายูก่อนพลเมืองเชื้อสายจีนหรืออินเดีย
            นโยบายดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจของมาเลเซียดีขึ้น สัดส่วนผู้ถือหุ้นชาวมลายูในบริษัทต่างๆ เพิ่มขึ้น จนกระทั่งได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจเอเชีย (วิกฤติต้มยำกุ้ง) ระหว่างปี ค.ศ. 1997-1998 ที่ทำให้การถือหุ้นตกไปอยู่ในมือชาวต่างชาติ รวมทั้งชาวมลายูเองก็มักลงทุนเพื่อแสวงหาผลกำไรในระยะสั้น มีวัฒนธรรมการเล่นพวกพ้องที่เป็นผลมาจากนโยบายเศรษฐกิจชาตินิยม ช่วงนั้นมาเลเซียได้รู้วิธีการจัดการและกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีส่วนช่วยให้มาเลเซียปรับตัวได้ดีเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกอีกครั้งในปี ค.ศ. 2008-2009 โดยเศรษฐกิจมาเลเซียหดตัวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
            ในปี ค.ศ. 2010 เศรษฐกิจมาเลเซียเจริญเติบโตอย่างมาก ธนาคารของมาเลเซียมีเงินทุนที่มั่นคง ใช้การบริการแบบอนุรักษ์นิยม ไม่มีนโยบายให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งสัมพันธ์กับวิกฤติซับไพร์มที่เกิดในอเมริกา ธนาคารแห่งชาติมีนโยบายรักษาสภาพคล่องในการลงทุน ห้ามลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงตามระแสการลงทุนในต่างประเทศ ทำให้มาเลเซียเป็นประเทศที่มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงและหนี้ต่างประเทศต่ำ
           ในที่สุดปี ค.ศ. 2010 นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค ที่มาจากพรรคอัมโนได้ยกเลิกข้อบังคับสิทธิพิเศษแก่ชาวมลายูในด้านต่างๆ รวมถึงทางด้านเศรษฐกิจ เช่น กำหนดให้บริษัทที่จะระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์จะต้องมีชาวมลายูถือหุ้นอย่างน้อย ร้อยละ 30 และประกาศต้นแบบเศรษฐกิจใหม่ (New Economic Model-NEM) ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ (Economic Transformation Program-ETP) หลักการสำคัญของ NEM ได้แก่ การเพิ่มรายได้ให้ประชาชน กระจายรายได้และผลประโยชน์ให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน และให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน นโยบายหรือการลงทุนต่างๆภายใต้ NEM จึงต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
          มาเลเซียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค มุ่งให้ความสำคัญแก่อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ น้ำมันชีวภาพ เครื่องสำอาง และพลาสติก อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซพลังงานธรรมชาติ อุตสาหกรรมภาคบริการ เกษตรกรรม พลังงานทางเลือก รวมถึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อย่าง เพลง ภาพยนตร์ ศิลปะ และการแสดงด้วย นอกจากนี้ยังมีการวางแผนที่จะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ รวมถึงเป็นศูนย์ทางการเงินของอิสลาม
6.              การพัฒนาเกษตรกรรมและชนบทของประเทศมาเลเซีย
                ตั้งแต่สมัยอาณานิคม การส่งออกดีบุก ยางพารา และน้ำมันปาล์มก็เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศมาเลเซียมาโดยตลอดเจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลอาณานิคม รวมทั้งชาวยุโรปด้วย เมื่อถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ (ค.ศ. 1939-1945) ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกพร้อมควบคุมประเทศ อุตสาหกรรมดีบุก ยางพาราและนำมันปาล์มต่างซบเซาลง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางพารายังต้องแข่งกันกับยางสังเคราะห์ที่เติบโตขึ้นในช่วงสงคราม อย่างไรก็ตามเมื่อสงครามสิ้นสุด ทั้งยางพาราและน้ำมันปาล์มก็กลับมาเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ ยางธรรมชาติได้รับการพิสูจน์ว่าดีกว่ายางสังเคราะห์ แม้ว่าสวนยางจะประสบความยุ่งยากบ้างในช่วงที่มลายูประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในปี ค.ศ. 1948 – 1960 ส่วนปาล์มก็มีการปลูกไปทั่วในช่วงกลางทศวรรษ 1950 ทั้งยังมีเงินทุนหลั่งไหลเข้ามา พร้อมๆกับเป็นช่วงที่ตลาดการค้าโพ้นทะเลเฟื่องฟู ทำให้มาเลเซียกลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มที่ใหญ่ที่สุดของโลกในช่วงนั้น ต่างกับดีบุกที่มีการส่งออกมาตรการประหยัดการใช้ดีบุก ส่งผลให้ราคาดีบุกขึ้นๆ ลงๆ จนผลสุดท้ายอุตสาหกรรมนี้ลดความสำคัญลงไป นอกจากนี้สินค้าส่งออกที่สำคัญขณะนั้นยังได้แก่ ไม้ซุงจากเกาะบอร์เนียวเหนือ และพืชเชิงพาณิชย์ต่างๆ เช่น เนื้อมะพร้าวแห้ง ปอมะนิลา โกโก้    ด้านเกษตรกรรม ผลิตยางพาราที่สำคัญของโลก และข้าวเจ้าปลูกมากบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำทั้ง 2 ด้าน ด้านการทำเหมืองแร่ แร่ที่สำคัญ ได้แก่ แร่ดีบุกส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลกแร่เหล็ก น้ำมัน และแก๊สธรรมชาติ  ด้านการทำป่าไม้ ส่วนใหญ่เป็นไม้เนื้อแข็ง ส่งไม้ออกเป็นอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซีย
7.              การพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของประเทศมาเลเซีย
                มาเลเซียเป็นประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา โดยเปลี่ยนจากประเทศที่ผลิตและส่งออกพืชผลเกษตรและสินค้าขั้นปฐม มาเป็นการผลิตและส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งนี้เนื่องจากมาเลเซียมีแรงงานที่มีคุณภาพ มีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคให้ทันสมัย และรัฐบาลส่งเสริมบรรยากาศในการลงทุน ปัจจุบันมาเลเซียเป็นแหล่งผลิตให้กับบรรษัทข้ามชาติทั้งจากสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ยุโรป ไต้หวัน และเกาหลี รวมถึงผู้ประกอบการในประเทศต่างก็เร่งยกระดับการผลิตให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก สำหรับสาขาการผลิตในมาเลเซียที่น่าสนใจ ได้แก
1.อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า
                มาเลเซียนับเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของโลก มีจำนวนบริษัทเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมนี้กว่า 900 บริษัท
2.ยานยนต์และชิ้นส่วน
                อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของมาเลเซีย เริ่มจากการประกอบรถยนต์ให้กับบริษัทญี่ปุ่น เช่น โตโยต้า และฮอนด้า ในปี 2503  ต่อมาในปี 2528 รัฐบาลจึงจัดตั้ง "โครงการรถยนต์แห่งชาติ” (National Automotive Policy : NAP) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนในประเทศอย่างจริงจัง และเป็นสัญลักษณ์การเปลี่ยนแปลงประเทศจากเกษตรกรรมเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม โดยโครงการแรกเริ่มต้นเมื่อปี 2528 ผลิตรถยนต์ตรา “Proton” และต่อมาในปี 2537 จึงมีโครงการที่สอง ผลิตรถยนต์ขนาดเล็ก ตรา “Perodua”
3.น้ำมันและปิโตรเคมี
                ข้อมูลจาก Malaysian Industrial Development Authority ระบุว่ามาเลเซียมีปริมาณน้ำมันดิบสำรองถึง 3.8 พันล้านบาร์เรล อยู่ในอันดับที่ 24 ของโลก ก๊าซธรรมชาติ 87 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต อันดับ13 ของโลก และเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก ปัจจุบันมีโรงกลั่นน้ำมันในมาเลเซียรวม 5 บริษัท
4.ยางพาราและผลิตภัณฑ์
             มาเลเซียนับเป็น 1 ใน 3 ของประเทศผู้ผลิตและส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางรายใหญ่ของโลก รองจากไทยและอินโดนีเซีย มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 13 ของผลผลิตโลก โดยมีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและแปรรูปยางพารามานานหลายทศวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จนมาเลเซียเป็นประเทศผู้นำและสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ยางได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริเวณที่มีการปลูกยางพารามากที่สุดคือ แหลมมลายู คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 75 ของพื้นที่ปลูกยางทั้งหมดของประเทศ นอกจากนั้น ได้แก่ ซาบาห์ และซาราวัค การปลูกยางในมาเลเซียมีทั้งแปลง  ขนาดใหญ่และแปลงย่อย ซึ่งปัจจุบันให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อเฮกตาร์ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก กล่าวคือ ถ้าเป็นแปลงขนาดใหญ่จะมีผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 1,545 กก./เฮกตาร์/ปี ขณะที่แปลงย่อยอยู่ที่ 1,390 กก./เฮกตาร์/ปี
                - ถุงมือยาง  มาเลเซียเป็นผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีสัดส่วนในตลาดโลกประมาณ
ร้อยละ 55  รองลงมา ได้แก่  ไทย ร้อยละ 25 และอินโดนีเซีย ร้อยละ 10  ถุงมือยางของมาเลเซีย มีทั้งชนิดมีแป้งและไม่มีแป้ง
โดยตราสินค้าที่มีชื่อเสียง ได้แก่ Top Glove, Oon, Comfit, Profeel, Dermagrip, Supergloves และ Radia Xon เป็นต้น
             - ถุงยางอนามัย  ที่มีชื่อเสียงและรู้จักกันดี ได้แก่ Durex และ Sure
             - ยางยานพาหนะ  มาเลเซียสามารถผลิตยางสำหรับรถยนต์นั่ง  รถบรรทุก และรถจักรยานยนต์ ภายใต้ตราสินค้าของตนเอง  ส่งออกไปต่างประเทศ เช่น Sime Tyres และ Silverstone
             นอกจากนั้น มาเลเซียยังเป็นผู้ผลิต Latex Thread และ Catheters รายใหญ่ที่สุดของโลกอีกด้วย
 5.ปาล์มน้ำมัน
             มาเลเซียเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันปาล์มมากที่สุดในโลก  โดยในปี 2549 มีพื้นที่ปลูกประมาณ 4.2 ล้านเฮกตาร์ เพิ่มจาก 3.9 ล้านเฮกตาร์ในปี 2547 คิดเป็นร้อยละ 60 ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในรัฐซาบาห์และซาราวัค ซึ่งเป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ สามารถผลิตน้ำมันปาล์มดิบได้ประมาณ 15.9 ล้านตัน
8.              การเงิน การคลังของประเทศมาเลเซีย
                มาเลเซีย : 76% ของ GDP คือหนี้
             เงินมีราคาแพงในมาเลเซีย และสภาพคล่องอยู่ในระดับต่ำ นักเศรษฐศาสตร์ สินเชื่อจะยังคงตึงตัวต่อไปในปี 1985
             การกู้ยืมเงินได้หดตัวน้อยลงมาตั้งแต่ปี 1984 อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินกำลังพุ่งตัวสูงขึ้น ทั้ง ๆที่อัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้กู้ชั้นดีจะยังคงอยู่ในอัตรา 8.5% มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 1984
ตามรายงานของกระทรวงการคลังปรากฏว่า ในครึ่งปีแรก ปริมาณการให้กู้ยืมได้เพิ่มขึ้นกว่าระยะเดียวกันของปีก่อนถึง 21% อุตสาหกรรมที่ได้รับเงินกู้ส่วนใหญ่ได้แก่การก่อสร้าง การจัดสรรที่ดิน และการสร้างบ้านเรือน ส่วนเงินให้กู้ยืมกิจการเหมืองแร่ที่ประสบกับภาวะยุ่งยากขึ้น ได้ลดลงเป็นอันมาก
           ในครึ่งแรกของปี 1984 ปริมาณเงินในตลาดได้ขยายตัวออกไปถึง 90% เทียบกับระยะเดียวกันของปีกลายที่ขยายตัวเพียง 7.7% กระทรวงการคลัง กล่าวว่า ตอลดปีปริมาณเงินคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 10% ถึง 11%
ส่วนตลาดหลักทรัพย์โดยทั่วไปปี 1984 ปริมาณเงินในตลาดได้ขยายตัวออกไปถึง 90% เทียบกับระยะเดียวกับของปีกลายที่ขยายตัวเพียง 7.7% กระทรวงการคลัง กล่าวว่า ตลอดปีปริมาณเงินคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 10% ถึง 11%
             ส่วนตลาดหลักทรัพย์โดยทั่วไปปี 1984 นับว่าเป็นปีทีแย่หน่อย ตลาดหลักทรัพย์ได้คึกคักมาตั้งแต่ปีกลาย ตัวเลขดัชนีอุตสาหกรรมของหนังสือพิมพ์นิวสเตรตไทม์แสดงว่ามันได้ขึ้นึถงระดับสูงสุดเมื่อเดือนมกราคม 1984 แล้วหยุดนิ่งตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา นอกจากกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยเมื่อเดือนกรกฎาคม
             หนี้เงินกู้ต่างประเทศมาเลเซียก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังกล่าวว่า ในปี 1984 นี้หนี้ต่างประเทศของมาเลเซียจะขยายตัวขึ้นในอัตราที่ช้าลงกว่าเมื่อปีกลายคาดว่าหนี้ต่างประเทศทั้งสิ้นของมาเลเซียในปี 1984 นี้จะมีจำนวน 8.9 พันล้านดอลล่าร์ สูงกว่าเมื่อปี 1983 รวม 25%
ส่วนหนี้ในประเทศในปีนี้ คาดว่า จะมีจำนวนรวม 15.36 พันล้านดอลล่าร์ มากกว่าเมื่อปี 1983 ถึง 12% เมื่อรวมหนี้ต่างประเทศกับหนี้ภายในประเทศแล้ว ก็มีจำนวนทั้งสิ้น 76% ของผลิตภัณฑ์รวมในประเทศของมาเลเซีย
1.              การค้าระหว่างประเทศของประเทศมาเลเซีย
               ในปี 2554 มาเลเซียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 การค้ารวมระหว่างไทยกับมาเลเซียมีมูลค่า 24,724.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (749,626.68 ล้านบาท) ไทยส่งออก 12,398.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (373,606.62 ล้านบาท) และนำเข้า 12,326.06 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(376,020.05 ล้านบาท) โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า 72.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เสียเปรียบดุลการค้าเนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยน 2,4613.43 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.10 เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าการค้ารวมปี 2553 การค้าชายแดนระหว่างไทยกับมาเลเซียมีมูลค่า 18,688.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (560,654.99 ล้านบาท) โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า 6,602.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (198,073.34 ล้านบาท) ทั้งนี้ การค้าชายแดนประกอบเป็นสัดส่วนร้อยละ 74 ของการค้ารวมระหว่างไทยกับมาเลเซีย
            สินค้าส่งออกของไทยไปมาเลเซีย ได้แก่ ยางพารา คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบรถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป แผงวงจรไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เม็ดพลาสติก เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินค้าที่ไทยนำเข้าจากมาเลเซียประกอบด้วย น้ำมันดิบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ สื่อบันทึกข้อมูล ภาพ เสียง แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน น้ำมันสำเร็จรูป สินแร่และโลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์
9.1 การลงทุน
                ในปี 2554 มาเลเซียลงทุนในไทยจำนวน 34 โครงการ มีมูลค่า 6,135 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในสาขาการบริการยานยนต์ การเกษตร และอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 21 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 3,863 ล้านบาท มาเลเซียสนใจมาลงทุนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ การแปรรูปยางพาราและปาล์มน้ำมัน เนื่องจากมาเลเซียมีศักยภาพในการลงทุน และการลงทุนในไทยจะช่วยลดต้นทุนการผลิตเนื่องจากไทยมีแรงงานและอุตสาหกรรมสนับสนุนที่ดีกว่ามาเลเซีย ทั้งนี้ Malaysia Industrial Development Authority (MIDA) อนุมัติส่งเสริมการลงทุนในโครงการที่มีภาคการลงทุนของไทยลงทุนด้วยจำนวน 3 โครงการ มีมูลค่า 2,415 ล้านบาท นักลงทุนไทยที่สนใจไปลงทุนในมาเลเซียได้แก่ บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท เครือซีเมนต์ไทย กลุ่มบริษัทสามารถ และร้านอาหารไทย
9.2 การท่องเที่ยว
                ในปี 2554 มีนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียเดินทางมาประเทศไทยมากเป็นอันดับหนึ่งจำนวน 2.47 ล้านคน ขณะที่มีนักท่องเที่ยวไทยไปมาเลเซียจำนวน 1.52 ล้านคน
2.              ความช่วยเหลือและการลงทุนจากต่างประเทศของประเทศมาเลเซีย
                คราบตะกอนดินโคลนที่เกรอะกรังติดบ้านเรือน รถยนต์ และข้าวของเครื่องใช้ ยังมีให้เห็นอยู่ทั่วพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยของประเทศมาเลเซีย ภาพนักศึกษาและครูอาชีวศึกษาของไทย ที่กำลังเร่งมือซ่อมแซมแข่งกับเวลาอันน้อยนิด เพื่อกู้ชีพรถมอเตอร์ไซค์ โทรทัศน์ พัดลม และเครื่องมือทำมาหากินต่าง ๆ ให้แก่ชาวมาเลเชียผู้เดือดร้อนจากอุทกภัยที่มาเข้าคิวรอรับบริการอย่างเนืองแน่น ย้ำเตือนให้เห็นถึงน้ำใจไมตรี ที่เพื่อนบ้านเข้าไปร่วมฟื้นฟูประเทศ
           มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2557 ทางภาคใต้ของไทย และภาคตะวันออกของมาเลเซีย สร้างความเสียหายให้ทั้งชาวไทยและมาเลเซียเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะชาวมาเลเซีย เรียกได้ว่าเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ประชาชนหลายหมื่นคนในรัฐกลันตัน รัฐตรังกานู รัฐปาหัง รัฐเปรัก และรัฐปะลิส ต้องอพยพจากที่อยู่อาศัย ผู้คนนับแสน ต้องสูญเสียเครื่องมือประกอบอาชีพ เครื่องใช้ในการดำรงชีวิตประจำวันได้รับความเสียหายอย่างหนัก
          หลังน้ำลดกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบให้กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ส่ง อาชีวะอาสาซึ่งเป็นนักศึกษา และอาจารย์ จากวิทยาลัยใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ออกเดินทางไปตั้งศูนย์ให้ความช่วยเหลือประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านเป็นการด่วน หลังจากที่วิทยาลัยเหล่านั้นได้ เปิดศูนย์อาชีวะอาสา บริการซ่อม สร้างให้แก่ประชาชนคนไทย ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ที่ประสบอุทกภัยทั้งในช่วงที่น้ำกำลังท่วมและหลังน้ำลดมาแล้ว
           ซึ่ง นายซัลริน อับดุลเลาะ ปลัดอำเภอตาเนาะแมเราะ(Tanah Merah) รัฐกลันตัน (Kelantan) ประเทศมาเลเซีย บอกถึงความรู้สึกที่ได้รับความช่วยเหลือ ว่า ที่อำเภอตาเนาะแมเราะไม่เคยมีน้ำท่วมมาก่อน แต่ครั้งนี้มีน้ำหลากมาจากที่อื่นและท่วมสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว บางพื้นที่สูง 5 ถึง 6 เมตร ทั้งรถ เสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านจมน้ำหมดไม่สามารถขนย้ายได้ทัน มีคนในอำเภอกว่า 40,000 คน ที่ได้รับผล กระทบ ซึ่งหลังน้ำลดมีหน่วยงานจากประเทศต่าง ๆ เข้ามาช่วยเหลือ แต่ก็ไม่มีประเทศไหนเหมือนประเทศไทยที่ส่งเด็ก ๆ อาชีวะ เข้ามาช่วยซ่อมแซมให้ฟรี ซึ่งช่วยลด ค่าใช้จ่ายของชาวบ้านได้มาก วิกฤติครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสที่ได้มาเจอกัน แม้ว่าจะเป็นกิจกรรมเล็ก ๆ แต่มีคุณค่าทางจิตใจสูงมาก เราขอขอบคุณประเทศไทย และอาชีวศึกษาของไทยอย่างมาก ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้มีการดำเนินการโครงการอย่างต่อเนื่องระหว่างกันทั้ง 2 ประเทศ
           เรื่องฝีมือการซ่อมของเด็กไทยนั้น นายกมล นิลสวัสดิ์ กรรมการสมาคมคนสยามรัฐกลันตัน บอกว่า ที่ประเทศมาเลเซียมีคนไทยอยู่ประมาณ 50,000 คน ซึ่งพวกเรารู้สึกขอบคุณรัฐบาลไทยที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือ คนที่นี่ไว้ใจในฝีมือการซ่อม สร้าง ของคนไทยที่กระจายไปทั่วโลกว่าเก่ง พอตนไปประสานงานอำเภอว่าจะมีการมาตั้งศูนย์ให้บริการก็ได้รับการตอบรับทันที
           ขณะที่ นายจามารูดิน บินมูหะหมัดนอร์ ชาวบ้านอำเภอตุมปัส รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย บอกด้วยความดีใจหลังเห็นมอเตอร์ไซค์ที่จมน้ำอยู่เกือบสัปดาห์สามารถกลับมาใช้งานได้ดีอีกครั้ง ว่า ไม่คิดว่าจะได้รับความช่วยเหลือแบบนี้ ดีใจและประทับใจในฝีมือของเด็กไทย เพราะตนต้องใช้รถในการเดินทางไปทำงาน เมื่อไม่มีรถก็ลำบากมาก ซึ่งที่นี่มีรถมอเตอร์ไซค์หลายร้อยคันจมน้ำ และมีรถรอเข้าคิวซ่อมที่ร้านเยอะมาก ๆ การให้ความช่วยเหลือแบบนี้นอกจากจะได้มอเตอร์ไซค์กลับมาใช้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังประหยัดค่าใช้จ่าย ทำให้มีเงินเหลือไปใช้จ่ายด้านอื่นที่จำเป็นอีก
          โดย ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เล่าว่า เมื่อได้รับมอบหมายจากนายกฯ ให้มาช่วยคนมาเลเซีย เด็ก ๆ อาชีวะก็อาสามาทันที ซึ่งสิ่งที่นักศึกษาได้เพิ่มขึ้นจากการเรียนรู้ฝึกแก้ไขปัญหาจากประสบการณ์จริง คือ จิตอาสาให้ความช่วยเหลือแก่คนอื่น ๆ ซึ่งครั้งนี้เป็นการให้ความช่วยเหลือคนต่างชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม โดยเราให้บริการทุกอย่างฟรี! และถึงแม้ครั้งนี้จะมีระยะเวลาให้บริการเพียง 2 วัน แต่ครูและนักศึกษาอาชีวะอาสากว่า 200 คน ที่ร่วมปฏิบัติงาน ก็สามารถให้บริการแก่ผู้ประสบอุทกภัยชาวมาเลย์ ได้กว่าพันคน
          ธุรกิจที่ชาวต่างชาติสนใจลงทุนในประเทศมาเลเซีย เป็นอันดับ 1 คือ ธุรกิจการผลิต มีมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสูงถึง 17,990 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ อันดับ 2 คือ ธุรกิจการเงินและการประกันภัย มีมูลค่าการลงทุน 3,090 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และอันดับ 3 คือ ธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง มีมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศ 2,918 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ
3.              การรวมตัวทางเศรษฐกิจของประเทศมาเลเซีย
                ปัจจุบัน ประเทศมาเลเซียจัดการปกครองแบบสหพันธรัฐราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดีเป็นประมุข แบ่งการปกครองเป็น 13 รัฐ และ 3 เขตการปกครองภายใต้สหพันธรัฐ คือ กรุงกัวลาลัมเปอร์ (เมืองหลวง) เมืองปุตราจายา (เมืองราชการ) และเกาะลาบวน
ในด้านเศรษฐกิจ มาเลเซียเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับสมาชิกสมาคมอาเซียนอื่นๆ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมั่งคั่ง เช่น ป่าไม้ ยางพารา สินแร่ต่างๆ รวมทั้งน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ โดยเป็นประเทศผู้ผลิตยางพาราที่สำคัญของโลก และมีแหล่งเหมืองแร่ดีบุกส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก ส่งออกไม้เป็นอันดับ 2 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากอินโดนีเซีย สกุลเงินของประเทศมาเลเซีย คือ ริงกิต
11.1 การเข้าเป็นสมาชิกของอาเซียน
                มาเลเซียเป็นอีก 1 ประเทศผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมอาเซียน โดยการร่วมลงนามในปฏิญญากรุงเทพฯ ของนายตุน อับดุล ราชัก บิน ฮุสเซน รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ วัตถุประสงค์ของหลักของการเข้าร่วมก่อตั้งสมาคมอาเซียนของมาเลเซียนั้น สืบเนื่องมาจากปัญหาความมั่นคงทั้งภายในประเทศ ระหว่างมาเลเซียกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงความมั่นคงในภูมิภาคที่มาจากผลกระทบจากสงครามเย็น สิ่งเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อความมั่นคงทางการเมืองและการพัฒนาเศรษฐกิจของมาเลเซีย สภาวะของมาเลเซียก่อนที่จะมีการรวมตัวเป็นสมาคมอาเซียนนั้น มาเลเซียมีปัญหาสำคัญ คือ
                1)    ปัญหาการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ แม้รัฐบาลจะสามารถปราบปรามคอมมิวนิสต์ในปี 2503 ได้สำเร็จ แต่คอมมิวนิสต์ส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายจีนที่แทรกแซงในหมู่ผู้ใช้แรงงาน และกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ
                2)    ปัญหาชนกลุ่มน้อยหรือความแตกต่างทางเชื้อชาติ ทั้งชาวจีน อินเดีย ปากีสถาน ไทย และชนพื้นเมืองเดิม ซึ่งคนเชื้อสายจีนนับว่ามีจำนวนมากที่สุด และเป็นกลุ่มคนที่มีปัญหาความขัดแย้งกับชาวมลายูมาโดยตลอด จนมีเหตุการณ์ความขัดแย้งอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2512 หลังมาเลเซียได้เข้าร่วมอาเซียนเพียง 2 ปี 
                3)    ปัญหาที่เกิดกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ปัญหาความขัดแย้งกับฟิลิปปินส์กรณีการอ้างสิทธิเหนือดินแดนซาบาห์ การเผชิญหน้ากันกับอินโดนีเซีย ปัญหาความขัดแย้งกับสิงคโปร์ภายในสหพันธ์มาเลเซีย เนื่องจากสิงคโปร์ต้องการแยกตัวออกจากสหพันธ์ หรือกับไทยเกี่ยวกับเรื่องพรมแดนและผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ การเข้าร่วมอาเซียนจึงมีส่วนช่วยลดความรุนแรงของความขัดแย้งลงไปในระดับหนึ่ง
             จากปัญหาดังกล่าว ได้ทำให้ผู้นำมาเลเซียมองเห็นว่าอาเซียนจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดแก่มาเลเซียทั้งภายในประเทศและในด้านต่างประเทศ จึงนำไปสู่การที่มาเลเซียเข้าร่วมก่อตั้งสมาคมอาเซียน เพื่อผ่อนคลายปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว ในสถานะที่เป็นประเทศสมาชิกเดียวกัน 
11.2 บทบาทของมาเลเซียในอาเซียน
                นับตั้งแต่มาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 2500 เป็นต้นมา ผู้นำและรัฐบาลมาเลเซียต่างให้ความสนใจต่อการร่วมมือในระดับภูมิภาคเป็นอย่างมาก จนอาจกล่าวได้ว่า มาเลเซียเป็นประเทศแรกที่ริเริ่มและสนับสนุนแนวความคิดเกี่ยวกับภูมิภาคนิยม (Regionalism) อย่างแข็งขัน เริ่มจากการก่อตั้งสมาคมอาสา สมาคมมาฟิลินโด  กระทั่งมาถึงการรวมตัวก่อตั้งอาเซียน ถึงแม้ว่ามาเลเซียจะไม่ได้เป็นประเทศผู้นำในการก่อตั้งอาเซียน แต่ก็ได้ให้ความร่วมมือตลอดมา
            โดยในปี 2522 มูลค่าการค้ามาเลเซีย-อาเซียนได้เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า แสดงถึงนโยบายทางเศรษฐกิจใหม่ของมาเลเซียที่ได้ให้ความสำคัญกับประเทศในอาเซียนเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากความต้องการเป็นอิสระจากการพึ่งพาต่างประเทศเพิ่มขึ้น ในปี 2534 มาเลเซียได้มีการปรับตัวเองขนานใหญ่ภายใต้แผนพัฒนาที่เรียกว่า วิสัยทัศน์ 2020” หรือ “Vision 2020” (ภาษามาเลย์ใช้คำว่า “Wawasan 2020”)  เน้นปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในแบบของมาเลเซียให้ได้ในปี 2020 โดยการพัฒนาทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม และจากการทำงานตามวิสัยทัศน์ที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มาเลเซียกำลังใกล้จะบรรลุผลและจะนับเป็นประเทศที่สองในอาเซียน ต่อจากสิงคโปร์ที่จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและไปได้เร็วกว่าประเทศไทย
            ในด้านบทบาทการเป็นประธานอาเซียน มาเลเซียได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 2 วันที่ 4-5 สิงหาคม พ.ศ.2520 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมีการลงนามปฏิญญาของอาเซียน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้ มั่นคง แข็งแรงและแข็งแกร่ง สามารถทำงานได้และมีความเป็นหนึ่งเดียว
และการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 11 วันที่ 12-14 ธันวาคม พ.ศ.2548 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ จนนำมาสู่ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ในเอเชียตะวันออก ปฏิญญาสถานการณ์ไข้หวัดนกในการป้องกัน ควบคุมและแก้ปัญหา รวมถึงการดำเนินการของโครงการเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอาเซียนและสหพันธรัฐรัสเซีย 2005-2015 การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอาเซียน กับประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ตลอดจนร่วมวางข้อกำหนดของกฎบัตรอาเซียน เป็นต้น
4.              นโยบาย ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของประเทศมาเลเซีย
12.1 นโยบายเศรษฐกิจของมาเลเซียที่สำคัญในปี 2552-2553
                นโยบายสำคัญ เช่น (1) การจะนำภาษี Goods and Services Tax (GST) มาทดแทนภาษีการขายและภาษีบริการ (2) การพิจารณาลดภาษีเงินส่วนบุคคลได้จากร้อยละ 27 เหลือร้อยละ 26 และร้อยละ 15 สำหรับชาวมาเลเซียและต่างชาติที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจ Iskandar Malaysia (3) การปรับโครงสร้างระบบเงินอุดหนุนน้ำมันภายในต้นปี 2553 (4) การส่งเสริมการลงทุน/นโยบายด้านภาษีเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมและการบริการที่มาเลเซียมีศักยภาพและเป็น niche market ได้แก่ การท่องเที่ยว (โดยเฉพาะ medical tourism) ICT และอุตสาหกรรมฮาลาล
12.2 ยุทธศาสตร์ของ NEM
                (1) การผลักดันให้ภาคเอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Re-energising the private sector to lead growth) โดยเฉพาะในสาขาที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
                (2) การเพิ่มคุณภาพของแรงงานชาว มซ. และลดการพึ่งพาแรงงานต่างชาติ (Developing a quality workforce and reducing dependency on foreign labour) โดยเฉพาะการเพิ่มทักษะและฝีมือของแรงงาน มซ. เพื่อให้ได้รับค่าแรงเพิ่มสูงขึ้น และลดการพึ่งพาแรงงานฝีมือต่ำจากต่างชาติ
                (3) ส่งเสริมการแข่งขันภายใน มซ. (Creating a competitive domestic economy) โดยเฉพาะการส่งเสริมประสิทธิภาพของภาคเอกชนโดยการแข่งขัน และการค่อยๆ ลดการควบคุมราคาและการให้เงินสนับสนุน (subsidy) สินค้าและบริการที่บิดเบือนกลไกตลาด
                (4) สร้างความแข็งแกร่งให้ระบบราชการ (Strengthening the public sector) โดยเฉพาะการปฏิรูประบบราชการให้มีประสิทธิภาพเน้นการบริการประชาชน และกำจัด corruption
                (5) การให้สิทธิพิเศษสำหรับผู้ด้อยโอกาสที่โปร่งใสและเป็นมิตรกับระบบตลาด (Transparent and market-friendly affirmative action) โดยเฉพาะการใช้affirmative action เพื่อลดการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียม แต่ affirmative action ต้องไม่ก่อให้เกิดการแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจ (rent-seeking) และระบบอุปถัมภ์
                (6) การสร้างคลังความรู้และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Building the knowledge base and infrastructure) โดยเฉพาะการสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมนวัตกรรมและความเป็นผู้ประกอบการ (innovation and entrepreneurship)
                (7) ส่งเสริมปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Enhance the sources of growth) โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ มซ. มี comparative advantages (เช่น ไฟฟ้าและอิเลคทรอนิคส์ ปาล์มน้ำมัน Islamic finance) ให้ก้าวหน้าและมีมูลค่าสูงขึ้น
                (8) ส่งเสริมการเจริญเติบโตแบบยั่งยืน (Ensure sustainability of growth) โดยเฉพาะการส่งเสริม green technology และการใช้นโยบายบริหารการคลังภาครัฐที่เหมาะสม
12.3 ประเด็นยุทธศาสตร์รายอุตสาหกรรมที่ นรม. นาจิบ ให้ความสำคัญ
                นอกเหนือจากแนวนโยบายตามยุทธศาสตร์การปฏิรูปข้างต้น นรม. นาจิบได้ให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์รายอุตสาหกรรมใน NEM ดังนี้
·         อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเลคทรอนิคส์ (Electrical and Electronics) – ต้องส่งเสริมการค้นค้าวิจัยและพัฒนา (R&D) และส่งเสริมบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมในการผลิตชิ้นส่วนเพื่อ supply ให้กับบริษัทขนาดใหญ่
·         ปาล์มน้ำมัน – ส่งเสริม R&D ในการพัฒนาและแปรรูป เช่น น้ำมันปาล์มที่ดีต่อสุขภาพ (healthy fats and oils) น้ำมันชีวภาพ เครื่องสำอางและพลาสติก
·         น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ – ให้ บ. Petronas แลกเปลี่ยนประสบการณ์และช่วยเหลือในการพัฒนาบริษัทด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายอื่นของ มซ. เพื่อให้อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีความแข็งแกร่ง·         ภาคบริการ - ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการศึกษา เชิงสุขภาพ และเชิงธรรมชาติ และดึงดูดนักท่องเที่ยวจากยุโรปและสหรัฐอเมริกาให้มากขึ้น
·         เกษตรกรรม – ส่งเสริมเกษตรกรรมขนาดใหญ่ การค้นคว้าหาเทคโนโลยีเพิ่มผลผลิต และส่งเสริมให้เกษตรกรที่ยากจนใช้เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่
·         green technology – ส่งเสริมให้ มซ. เป็นศูนย์กลางการพัฒนา green technology ของภูมิภาคโดยเฉพาะด้านพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานทางเลือก
·         Islamic finance – ส่งเสริมให้ มซ. เป็นศูนย์กลาง Islamic finance ของภูมิภาค
·         การพัฒนาระหว่างภูมิภาคใน มซ. – ส่งเสริมการพัฒนาแบบ clusters และให้แต่ละภูมิภาค/เมืองแข่งขันกัน
·         อุตสาหกรรมอื่นๆ – ส่งเสริม creative industries (เพลง ภาพยนตร์ ศิลปะ และการแสดง)      การเป็นศูนย์กลางในด้านเทคโนโลยีชีวภาพ (biotechnology)และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (life science)






บรรณานุกรม
ASEAN _Malaysia The spirit of ASEAN. 2555. สืบค้นจาก : http://asean-    malaysia.blogspot.com/2012/01/blog-post.html . [ 6 มกราคม 2555 ]
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมาเลเซีย. 2554. สืบค้นจาก :http://www.oknation.net/blog/thaimalaysiagroup.        [ 13 กุมภาพันธ์ 2554 ]
Mukhsin เรื่องราวเกี่ยวกับประเทศมาเลเซีย. 2556. สืบค้นจาก : https://viyadasri.wordpress.com.
                [ 6สิงหาคม 2556 ]

2 ความคิดเห็น:

  1. คุณต้องการสินเชื่อปีงบการเงินอย่างเร่งด่วน?
    * การโอนเงินอย่างรวดเร็วและทันทีไปยังบัญชีธนาคารของคุณ
    * ชำระคืนเริ่มแปดเดือนหลังจากที่คุณได้รับเงิน
    บัญชีธนาคาร
    * อัตราดอกเบี้ยต่ำ 2%
    * การชำระหนี้ระยะยาว (1-30 ปี) ความยาว
    * เงื่อนไขเงินกู้ที่มีความยืดหยุ่นและการชำระเงินรายเดือน
    * * * * มันใช้เวลานานเท่าใดเพื่อเป็นเงินทุน? หลังจากส่งสมัครขอสินเชื่อ
    คุณสามารถคาดหวังคำตอบเบื้องต้นน้อยกว่า 24 ชั่วโมง
    เงินทุนใน 72-96 ชั่วโมงหลังจากที่ได้รับข้อมูลที่พวกเขาต้องการ
    จากคุณ

    ติดต่อผู้มีอำนาจถูกต้องตามกฎหมายและมีใบอนุญาต บริษัท ไว้วางใจ
    ที่ช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศอื่น ๆ
    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและรูปแบบการสมัครขอสินเชื่อธุรกิจร่วมกันผ่าน

    อีเมล: cashfirmarena@gmail.com

    เซอร์ EVA DEMETER
    อธิบดี
    CASHFIRM

    ตอบลบ
  2. คุณต้องการสินเชื่อปีงบการเงินอย่างเร่งด่วน?
    * การโอนเงินอย่างรวดเร็วและทันทีไปยังบัญชีธนาคารของคุณ
    * ชำระคืนเริ่มแปดเดือนหลังจากที่คุณได้รับเงิน
    บัญชีธนาคาร
    * อัตราดอกเบี้ยต่ำ 2%
    * การชำระหนี้ระยะยาว (1-30 ปี) ความยาว
    * เงื่อนไขเงินกู้ที่มีความยืดหยุ่นและการชำระเงินรายเดือน
    * * * * มันใช้เวลานานเท่าใดเพื่อเป็นเงินทุน? หลังจากส่งสมัครขอสินเชื่อ
    คุณสามารถคาดหวังคำตอบเบื้องต้นน้อยกว่า 24 ชั่วโมง
    เงินทุนใน 72-96 ชั่วโมงหลังจากที่ได้รับข้อมูลที่พวกเขาต้องการ
    จากคุณ

    ติดต่อผู้มีอำนาจถูกต้องตามกฎหมายและมีใบอนุญาต บริษัท ไว้วางใจ
    ที่ช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศอื่น ๆ
    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและรูปแบบการสมัครขอสินเชื่อธุรกิจร่วมกันผ่าน

    อีเมล: cashfirmarena@gmail.com

    เซอร์ EVA DEMETER
    อธิบดี
    CASHFIRM

    ตอบลบ